Category: Health

เนอร์สซิ่งโฮม

เปิดใจพูดคุยก่อนส่งคุณตาคุณยายเข้าเนอร์สซิ่งโฮมเปิดใจพูดคุยก่อนส่งคุณตาคุณยายเข้าเนอร์สซิ่งโฮม

เปิดใจพูดคุยกับคุณตาคุณยายก่อนส่งเข้าเนอร์สซิ่งโฮมอย่างสบายใจ ทำความเข้าใจกับความรู้สึกของผู้สูงอายุก่อนตัดสินใจ ก่อนจะพาคุณตาคุณยายเข้าสู่สถานดูแลผู้สูงอายุ สิ่งที่ต้องเริ่มต้นคือการเปิดใจพูดคุยกันอย่างจริงใจและเข้าใจความต้องการของท่าน หลายครั้งที่ผู้สูงวัยรู้สึกกังวล หรือกลัวการเปลี่ยนแปลงที่มากับการย้ายที่อยู่อาศัย การให้เวลาและโอกาสในการแสดงความรู้สึกจึงเป็นก้าวแรกที่ช่วยลดความเครียดได้ดี รู้ไหมว่า การพูดคุยกันอย่างอิสระช่วยให้เข้าใจถึงความกังวลที่แท้จริง เช่น กลัวจะถูกทอดทิ้ง หรือกลัวว่าจะไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ซึ่งเมื่อเราได้ฟังอย่างตั้งใจ ก็สามารถตอบคำถามหรือหาข้อมูลเพื่อคลายกังวลได้มากขึ้น หลักการเลือกสถานดูแลที่เหมาะสม สถานดูแลผู้สูงอายุ หรือเนอร์สซิ่งโฮม เป็นสถานที่ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของผู้สูงวัย แต่ละแห่งมีจุดเด่นและบริการที่แตกต่างกันไป การเลือกรูปแบบการดูแลที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณตาคุณยายรู้สึกอบอุ่นและเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น เพื่อช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้น นี่คือเกณฑ์ที่ควรพิจารณา: วางแผนพูดคุยและเตรียมตัวกับการเปลี่ยนแปลง การเตรียมตัวล่วงหน้าและวางแผนการพูดคุยกับคุณตาคุณยายช่วยให้บรรยากาศไม่ตึงเครียดจนเกินไป ควรเลือกช่วงเวลาที่ทุกคนพร้อมและมีอารมณ์ดี เพื่อให้เกิดบทสนทนาอย่างสร้างสรรค์ ขั้นตอนง่ายๆ ที่แนะนำคือ บทบาทของครอบครัวในการส่งเสริมความสุขของผู้สูงอายุ ในระหว่างที่คุณตาคุณยายอยู่ในเนอร์สซิ่งโฮม

โรคหัวใจ

ป้องกันโรคหัวใจได้ง่าย ๆ ภัยร้ายทำลายชีวิตได้มากที่สุดป้องกันโรคหัวใจได้ง่าย ๆ ภัยร้ายทำลายชีวิตได้มากที่สุด

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหัวใจถือเป็นอวัยวะที่สำคัญมากที่สุดในร่างกายของเรา เพราะหัวใจจะมีหน้าที่ในการสูบฉีดเลือด เพื่อไปเลี้ยงอวัยวะทุก ๆ ส่วนในร่างกายนั่นเอง ดังนั้นหัวใจของเราจะเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้หัวใจจะเป็นอวัยวะหนึ่งที่มีส่วนประกอบย่อย ๆ หลายส่วนด้วยกัน อย่างเช่น ลิ้นหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ รวมไปถึงระบบไฟฟ้าหัวใจ เพื่อให้หัวใจทำงานได้อย่างปกติ โรคหัวใจ อันตรายถึงชีวิต โรคหัวใจจะถือเป็นคำที่ครอบคลุมถึงภาวะความผิดปกติต่าง ๆ ของหัวใจ เพราะเมื่อหัวใจทำงานได้ไม่ดี ก็จะทำให้การสูบฉีดเลือดเพื่อไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เนื้อเยื่อ และเซลล์ของร่างกายได้ไม่เพียงพอ ทำให้ส่งผลต่อระบบการทำงานอื่น ๆ ของร่างกายตามมา

เลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอลทางออกใหม่ของคนสายตายาวตามวัยที่อยากบอกลาแว่น

เลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอลทางออกใหม่ของคนสายตายาวตามวัยที่อยากบอกลาแว่นเลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอลทางออกใหม่ของคนสายตายาวตามวัยที่อยากบอกลาแว่น

เลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอล: ทางเลือกใหม่สำหรับคนสายตายาวตามวัย เลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอล (Multifocal Contact Lenses) คือเลนส์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่มีปัญหาสายตายาวตามวัย หรือที่เรียกว่าสายตาพร่าในระยะใกล้ เนื่องจากการเสื่อมของการทำงานของเลนส์ตาธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้น ทำให้คนกลุ่มนี้มักต้องพึ่งพาแว่นสายตาสำหรับอ่านหนังสือหรืองานระยะใกล้ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม เลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอลเป็นตัวเลือกที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ด้วยความสามารถในการแก้ไขสายตาหลายระยะในเลนส์เดียว ช่วยให้ผู้ใช้ไม่ต้องพึ่งพาแว่นตาอีกต่อไป พร้อมทั้งให้ประสบการณ์การมองเห็นที่เป็นธรรมชาติและสะดวกสบายมากขึ้น ด้วยสถิติในประเทศไทยที่ผู้สูงวัยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประมาณ 15-20% ของประชากรเข้าข่ายสายตายาวตามวัย ทำให้ความต้องการอุปกรณ์แก้ไขสายตาที่มีประสิทธิภาพและสะดวกสบายมากขึ้น เป็นเรื่องที่สาธารณสุขและอุตสาหกรรมอุปกรณ์สายตาต้องให้ความสนใจอย่างมาก ลักษณะและความหมายของเลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอล เลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอล หมายถึงเลนส์คอนแทคชนิดพิเศษที่มีการออกแบบให้สามารถปรับโฟกัสในหลายระยะได้ในเลนส์เดี่ยว โดยอาศัยเทคนิคเฉพาะ เช่น การแบ่งโซนของเลนส์ออกเป็นส่วนสำหรับระยะใกล้และระยะไกล หรือใช้เทคโนโลยีรังสีแสงที่แตกต่างกันในแต่ละจุดของเลนส์ เพื่อให้ผู้สวมใส่มองเห็นชัดในทุกระยะ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การมองเห็นจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งได้ระบุว่า

เลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอลทางออกใหม่ของคนสายตายาวตามวัยที่อยากบอกลาแว่น

เลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอลทางออกใหม่ของคนสายตายาวตามวัยที่อยากบอกลาแว่นเลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอลทางออกใหม่ของคนสายตายาวตามวัยที่อยากบอกลาแว่น

เลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอล: ทางเลือกใหม่สำหรับผู้สายตายาวตามวัย เลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอลเป็นเทคโนโลยีเลนส์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ที่มีปัญหาสายตายาวตามวัย (Presbyopia) ซึ่งเป็นภาวะสายตาที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติเมื่ออายุมากขึ้นและทำให้การมองเห็นระยะใกล้ลดลง ปัจจุบันเลนส์มัลติโฟคอลกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในการแทนที่แว่นตาแบบเดิม เพราะช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้ทั้งในระยะใกล้ ระยะกลาง และระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแว่นหลายอัน การพัฒนานี้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัวและความสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน คำจำกัดความและคุณลักษณะของเลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอล เลนส์คอนแทคเลนส์มัลติโฟคอลถูกนิยามโดยสมาคมจักษุแพทย์สหรัฐอเมริกา (American Optometric Association) ว่าเป็นเลนส์คอนแทคที่มีหลายจุดโฟกัสในชิ้นเดียว สามารถแก้ไขปัญหาสายตาหลายระยะในเวลาเดียวกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลักษณะเด่นของเลนส์มัลติโฟคอล คือ การออกแบบที่มีหลายโซนโฟกัสตั้งแต่เลนส์กลางจนถึงขอบเลนส์ เพื่อช่วยให้ลูกตาปรับโฟกัสได้อัตโนมัติเมื่อมองวัตถุในระยะต่างๆ จากข้อมูลของ Journal of Ophthalmology พบว่า ผู้ที่ใช้เลนส์มัลติโฟคอลมีอัตราความพึงพอใจในการมองเห็นสูงถึง 85% และสามารถลดความจำเป็นในการใช้แว่นตาหลายคู่ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้

สอนวิธีพักสายตาแบบ 20-20-20 ที่จักษุแพทย์แนะนำสำหรับคนติดจอ

สอนวิธีพักสายตาแบบ 20-20-20 ที่จักษุแพทย์แนะนำสำหรับคนติดจอสอนวิธีพักสายตาแบบ 20-20-20 ที่จักษุแพทย์แนะนำสำหรับคนติดจอ

วิธีพักสายตาแบบ 20-20-20 ที่จักษุแพทย์แนะนำสำหรับคนติดจอ ในยุคดิจิทัลที่ทุกคนต้องเผชิญกับการใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน และแท็บเล็ตเป็นเวลานาน การพักสายตาจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันอาการตาล้าและปัญหาสายตาต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้รับการแนะนำโดยจักษุแพทย์ทั่วโลกคือวิธีพักสายตาแบบ 20-20-20 โดยวิธีนี้ช่วยลดอาการตาแห้ง ตาล้า และความเครียดของกล้ามเนื้อตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้เราจะพูดถึงความหมายของ 20-20-20, วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง รวมถึงผลการวิจัยและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์สายตา คำจำกัดความและความสำคัญของวิธีพักสายตา 20-20-20 วิธีพักสายตา 20-20-20 ถูกนิยามโดย American Optometric Association (AOA) ว่าเป็นกฎง่าย ๆ ที่ช่วยลดโอกาสเกิดอาการตาล้าจากการเพ่งมองหน้าจอดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยมีหลักการคือทุก

10 นิสัยเล็กๆ ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตาให้คมชัดไปจนถึงวัยเกษียณ

10 นิสัยเล็กๆ ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตาให้คมชัดไปจนถึงวัยเกษียณ10 นิสัยเล็กๆ ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตาให้คมชัดไปจนถึงวัยเกษียณ

นิสัยเล็กๆ ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตาให้คมชัดไปจนถึงวัยเกษียณ ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรับรู้โลกภายนอกและมีบทบาทต่อคุณภาพชีวิตประจำวันของเรา การดูแลดวงตาไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้เพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนและมีสุขภาพดีไปจนถึงวัยเกษียณ การปฏิบัติตามนิสัยเล็ก ๆ ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตาจะช่วยป้องกันโรคตาต่าง ๆ เช่น จอประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก และสายตาเสื่อมตามวัย ในบทความนี้จะพูดถึง 10 นิสัยที่ควรปฏิบัติเพื่อรักษาความคมชัดของดวงตาในระยะยาว พร้อมยกข้อมูลทางวิชาการและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา นิสัยการดูแลดวงตาเพื่อสุขภาพตาที่ดีในระยะยาว นิสัยการดูแลดวงตา หมายถึงพฤติกรรมหรือกิจวัตรประจำวันที่คนเราสามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันปัญหาสายตาและรักษาความคมชัดในการมองเห็น ดร.สมชาย ศรีสุข นักจักษุแพทย์จากสถาบันจักษุวิทยาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การมีนิสัยดูแลดวงตาอย่างถูกต้องนั้นช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคตาเรื้อรังลงได้ถึง 40% โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ทั้งนี้ นิสัยการดูแลดวงตาสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ได้แก่

10 นิสัยเล็กๆ ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตาให้คมชัดไปจนถึงวัยเกษียณ

10 นิสัยเล็กๆ ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตาให้คมชัดไปจนถึงวัยเกษียณ10 นิสัยเล็กๆ ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตาให้คมชัดไปจนถึงวัยเกษียณ

นิยามของนิสัยเล็กๆ ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตาให้คมชัด นิสัยเล็กๆ ที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของดวงตา หมายถึงพฤติกรรมหรือกิจวัตรประจำวันที่ส่งผลดีต่อสุขภาพของดวงตาและช่วยชะลอความเสื่อมของการมองเห็น โดยดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญในการรับรู้ข้อมูลรอบตัว และการรักษาความคมชัดของสายตาไปจนถึงวัยเกษียณเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ตามข้อมูลจากสมาคมจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย พบว่า ประชากรไทยมีแนวโน้มเกิดภาวะสายตาเสื่อมถอยเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้นการสร้างนิสัยที่ดีเพื่อปกป้องสายตาตั้งแต่วันนี้ จะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาสายตาในอนาคตได้ นิสัยที่ช่วยยืดอายุสายตาโดยตรง นิสัยที่ช่วยยืดอายุสายตาคือการปฏิบัติที่เน้นการป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพดวงตาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนิสัยเหล่านี้ประกอบด้วยการดูแลจากภายในและภายนอก รวมถึงการปรับพฤติกรรมประจำวันตามคำแนะนำของจักษุแพทย์และนักโภชนาการ พักสายตาอย่างสม่ำเสมอ พักสายตาเป็นนิสัยพื้นฐานที่ช่วยลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตา โดยคำแนะนำทั่วไปคือ ทุก 20 นาทีที่ใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือ ให้มองไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที หรือที่เรียกว่ากฎ 20-20-20

พฤติกรรมทำร้ายดวงตาทุกวันโดยไม่รู้ตัวที่เร่งให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น

พฤติกรรมทำร้ายดวงตาทุกวันโดยไม่รู้ตัวที่เร่งให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้นพฤติกรรมทำร้ายดวงตาทุกวันโดยไม่รู้ตัวที่เร่งให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น

พฤติกรรมทำร้ายดวงตาทุกวันโดยไม่รู้ตัวที่เร่งให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น จอประสาทตาเสื่อม ระบุว่า ผู้ที่ทานอาหารที่ขาดสารต้านอนุมูลอิสระและกรดไขมันโอเมก้า-3 จะมีความเสี่ยงต่อการพัฒนาภาวะจอประสาทตาเสื่อมถึง 30-40% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ทานอาหารครบถ้วนและสมดุล การสูบบุหรี่และผลกระทบต่อดวงตา พฤติกรรมสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น สารพิษในบุหรี่สามารถทำลายหลอดเลือดและเซลล์ประสาทในดวงตา การศึกษาจากสมาคมจักษุแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้สูบบุหรี่มีความเสี่ยงเป็นจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียก (Wet AMD) สูงกว่าผู้ไม่สูบถึง 2-3 เท่า พฤติกรรมละเลยการตรวจสุขภาพตาและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น การไม่เข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอทำให้ไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติในระยะเริ่มต้นได้ ส่งผลให้พลาดโอกาสในการชะลอหรือรักษาการเสื่อมของจอประสาทตาได้อย่างทันท่วงที การตรวจตาเป็นประจำและการป้องกัน สมาคมจักษุแพทย์โลกแนะนำให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป เข้ารับการตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมหรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ เช่น เบาหวาน

พฤติกรรมทำร้ายดวงตาทุกวันโดยไม่รู้ตัวที่เร่งให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น

พฤติกรรมทำร้ายดวงตาทุกวันโดยไม่รู้ตัวที่เร่งให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้นพฤติกรรมทำร้ายดวงตาทุกวันโดยไม่รู้ตัวที่เร่งให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น

พฤติกรรมทำร้ายดวงตาทุกวันโดยไม่รู้ตัวกับการเร่งจอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น จอประสาทตาเสื่อม (Macular degeneration) คือภาวะที่เซลล์ประสาทตากลางซึ่งทำหน้าที่มองเห็นภาพชัดเจนบริเวณกึ่งกลางดวงตาเกิดความเสียหายและเสื่อมสภาพลง ส่งผลทำให้การมองเห็นในจุดสำคัญลดลงจนถึงขั้นตาบอดบางส่วนได้ พฤติกรรมทำร้ายดวงตาในชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัวเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้จอประสาทตาเสื่อมเร็วขึ้น จากงานวิจัยพบว่ากว่า 30% ของผู้สูงอายุมีความเสี่ยงจะเกิดภาวะนี้ และพฤติกรรมหลายอย่างที่ทำโดยไม่รู้ตัวสามารถขยายความเสี่ยงดังกล่าวได้อย่างชัดเจน เช่น การใช้สายตาจออิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่องในระยะใกล้ การละเลยการป้องกันแสงแดด และการรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล บทความนี้จะเจาะลึกพฤติกรรมเหล่านี้ พร้อมสถิติประกอบและแนวทางป้องกัน เพื่อให้ผู้อ่านตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลดวงตาอย่างถูกต้อง พฤติกรรมเสี่ยงที่เร่งให้จอประสาทตาเสื่อมตามคำจำกัดความ จอประสาทตาเสื่อม (Macular degeneration) ถูกนิยามโดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Eye Institute) ว่าเป็นโรคดวงตาที่ทำให้บริเวณจุดรับภาพที่เรียกว่าจุดกลางจอประสาทตาเสื่อมสภาพ ทำให้การมองเห็นตรงกลางภาพพร่ามัวหรือสูญเสียการมองเห็นนั้นไป บางประเภทเป็นแบบแห้ง (Dry

5 สัญญาณเตือนจอประสาทตาเสื่อมที่คนวัยทำงานมักมองข้ามจนสายเกินแก้

5 สัญญาณเตือนจอประสาทตาเสื่อมที่คนวัยทำงานมักมองข้ามจนสายเกินแก้5 สัญญาณเตือนจอประสาทตาเสื่อมที่คนวัยทำงานมักมองข้ามจนสายเกินแก้

จอประสาทตาเสื่อมกับความสำคัญในวัยทำงาน จอประสาทตาเสื่อม หรือ Macular Degeneration คือภาวะที่เซลล์บริเวณจุดศูนย์กลางของจอประสาทตาเกิดการเสื่อมสภาพ ส่งผลให้การมองเห็นตรงกลางภาพลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มคนวัยทำงานที่ใช้สายตามากและมักละเลยอาการเตือนเบื้องต้น ทำให้โรคนี้กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สูญเสียความสามารถในการมองเห็นอย่างถาวร ข้อมูลจากสมาคมจักษุแห่งประเทศไทยระบุว่าผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อมทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป และพบว่าคนวัยทำงานมักมองข้ามสัญญาณเตือนเหล่านี้จนกระทั่งสายเกินแก้ การรับรู้และระวังสัญญาณเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อป้องกันและรักษาทันท่วงที ความหมายและลักษณะของจอประสาทตาเสื่อมในวัยทำงาน จอประสาทตาเสื่อมเป็นภาวะที่จุดกลางของจอประสาทตา ซึ่งเรียกว่าแมคิวลา (Macula) เกิดความเสียหาย ส่งผลให้การมองเห็นภาพตรงกลางพร่ามัวหรือบิดเบี้ยว ได้รับการยืนยันจากคุณหมอจักษุวิทยาหลายท่านว่าโรคนี้พบได้บ่อยในวัยกลางคนที่มีการใช้สายตาอย่างหนัก เช่น การทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ลักษณะสำคัญของโรคนี้ ได้แก่ การสูญเสียความคมชัดของการมองเห็นโดยเฉพาะในส่วนกลางภาพ และอาจมีอาการตาพร่ามัวหรือเห็นภาพบิดเบี้ยว นอกจากนี้ยังแบ่งย่อยเป็น 2 ประเภท